โลโก้ฟิวเจอร์ไฟเบอร์

Fiberglass

Film Design

Accessories

Epoxy Resin

Carbon Fiber

Cubic Coating Film

Suggestion

 


มาทำความรู้จักกับวัสดุเสริมแรง
และผลิตภัณฑ์จากวัสดุเสริมแรงประเภทไฟเบอร์กลาส และเรซิน   

    ส้นใยแก้ คือวัสดุเสริมแรง เมื่อนำไปผสมกับเรซินหรือพลาสติก ซึ่งเหนียวกว่าพลาสติกเสริมแรง (Fiber Reinforced Plastic) จะทำให้
ชิ้นงานหรือผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป แข็งแรง ทนทาน น้ำหนักเบา มีอายุการใช้งานนาน ทนต่อสภาพแวดล้อมต่างๆ ได้ดี เส้นใยแก้วหรือไฟเบอร์กลาส
 (Fiber glass)
เป็นการหลอมละลาย วัตถุดิบ ซึ่งประกอบด้วย  ทราย (Silica) ดินเหนียว (Clay) หินปูน โคโลไมท์ กรดบอริค ฟลูออรีนและอื่นๆ
ให้เป็นน้ำแก้วและ ดึงน้ำแก้วที่หลอมละลายออกมาเป็น เส้นใย
    
ความเป็นมาของพลาสติกเสริมแรง การค้นพบและพัฒนาทางด้านพลาสติกเสริมแรงนี้เริ่มต้นจากโพลีเอสเตอร์ก่อน โดยพบในปลาย
ปี ค.ศ.1930 และ ต้น ค.ศ.1940 ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงทำให้เกิดคำว่า "Fiber glass Reinforced  Plastics (FRP)" หรือ Glass
Reinforced Plastic (GRP)
โดยส่วนใหญ่อ้างถึง โพลีเอสเตอร์ เรซินและเส้นใยแก้ว การใช้งานของวัสดุเสริมแรงนั้นมีมากขึ้นในสมัยสงครามโลก
ครั้งที่ 2 นั้น พลาสติกเสริมแรงในสมัยนั้นถูกนำมาใช้เป็นผลิตภัณฑ์ด้านอากาศยาน และเกราะป้องกันกระสุนเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากคุณสมบัติ
ของเส้น ใยแก้ว มีการพัฒนาให้แข็งแรงขึ้น ในปัจจุบันวัสดุเสริมแรงด้วยเส้นใยแก้วได้เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย รวมทั้งเส้นใยประเภทอื่นๆ 
เช่น  เส้นใยคาร์บอนและ เส้นใยอะรามิค
    
การพัฒนาการใช้พลาสติกเสริมแรง ในปัจจุบันการใช้วัสดุเสริมแรงมาทดแทนวัสดุอื่นๆ เช่น โลหะหรือไม้ มีการพัฒนาก้าวหน้าไป
มากใน ต่างประเทศเนื่องจากคุณสมบัติที่ดีของวัสดุเสริมแรงเหล่านี้เช่น มีความแข็งแรงสูง ทนทานต่อสารเคมี ไม่เป็นสนิม และมีน้ำหนัก
เบามาก ซึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ในอุตสาหกรรมหลายประเภท เช่นการผลิตอุปกรณ์ยานยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์เรือและอากาศยาน
    
องค์ประกอบหลักของวัสดุเสริมแรง โดยทั่วไปจะประกอบด้วยส่วนผสมหลัก 3 ส่วนคือ สารเสริมแรง (Reinforcement) ,เรซิน (Resin)
และสารเสริมแต่ง (Additives)
• สารเสริมแรง (Reinforcement) โดยทั่วไปแล้ว สารที่ใช้ในการเสริมแรงจะผลิตขึ้นมาจากผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น เส้นไฟเบอรัส (Fibrous) 
ผง (Powdered) หรือพวกเป็นแผ่นชิ้นเล็กๆ  ต่างๆ ที่เราเรียกว่า Flake หรือ Whisker ในรูปร่างลักษณะต่างๆ
• เรซิน (Resin) อาจจะถูกแยกออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ เช่น เทอร์โมพลาสติก (Thermoplastic) และเทอร์โมเซ็ท (Thermo set)
    - เทอร์โมพลาสติกเรซินหรือพลาสติกประเภทนี้ สามารถนำมาหลอมเหลวและขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้ เมื่ออุณหภูมิสูงพลาสติกก็จะ
       
หลอมตัว และเมื่ออุณหภูมิต่ำลงพลาสติกจะแข็งตัว
     - 
เทอร์โมเซ็ทพลาสติก จัดว่าเป็นประเภทที่ไม่สามารถละลายหรือหลอมเหลวได้อีกจากความร้อน พลาสติกประเภทนี้จะมีการเกิด
       
ปฏิกิริยาเคมีขึ้น เพื่อทำให้ของเหลวนั้นกลายเป็นของแข็ง
• สารเสริมแต่ง (Additives) คือสารผสมเติมแต่งช่วยให้พลาสติกเสริมแรงมีสีสันสวยงาม และทนต่อแสงแดด เช่น UV.Stabilizer, Colorant,
Low Profile Agent
 ละอื่นๆ เป็นต้น
   
สารเสริมแรงที่มีโมคูลัสสูง เป็นสารที่มีคุณสมบัติด้านความแข็งแรง  มีความแข็งต่อการดึง และมีน้ำหนักเบา เป็นที่นิยมนำมาใช้ทำวัสดุ
ผสมนั้น มีหลายประเภท แต่ที่มีบทบาทเด่นมากที่สุดในขณะนี้ได้แก่ เส้นใยแก้ว เส้นใยอะรามิค และเส้นใยคาร์บอน
เส้นใยแก้ว (Glass Fiber) ใยแก้วโดยทั่วไปคือ ผลิตภัณฑ์ของสารอินทรีย์ที่เกิดจากการหลอม และเมื่อเย็นลงแล้วจะกลายเป็นของแข็งที่ไม่มี
การจับ ตัวเป็นรูปผลึก ทำให้คุณสมบัติในด้านความร้อนแล้ว ใยแก้วจะไม่ไหม้ไฟ จะคงความแข็งแรงอยู่ประมาณ 50 % ที่อุณหภูมิ 370 C
และคงความแข็งแรงได้ 25% ที่อุณหภูมิ 540 C มีค่าสัมประสิทธิ์ของการขยายตัวทางความร้อนต่ำ และมีความสามารถในการนำความร้อนสูง
เรซิน (Resin) วัสดุเสริมแรงที่มีคุณภาพสูง เรซินที่ใช้ทำวัสดุเสริมแรงในปัจจุบันนี้ จะนิยมใช้เทอร์โมเซทพลาสติกเป็นส่วนใหญ่และที่ใช้กันมาก
ที่สุด ในปัจจุบันคือ โพลีเอสเตอร์,พินอลิค และอีพ๊อกซี่เรซิน
   
การใช้ประโยชน์ของวัสดุเสริมแรง ซึ่งก็พบว่าวัสดุเสริมแรงสามารถนำไปใช้งานได้มากมาย โดยจะกล่าวพอสังเขปดังนี้
1. รถยนต์ (Automotive) เนื่องจากเราสามารถรวมข้อดีของไฟเบอร์แต่ละชนิดไว้ในชิ้นงานเดียวกัน โดยใช้เส้นใยแก้วมาใช้ร่วมกับเส้นใยคาร์บอน หรือเส้นใยอะรามิค ช่วยลดต้นทุนการผลิตได้มาก การใช้วัสดุเสริมแรงเป็นชิ้นส่วนรถยนต์แทนโลหะนั้น นอกจากจะช่วยเพิ่มอายุการใช้งานแล้ว ยังช่วยให้น้ำหนักรวมของรถยนต์ลดลงมา ซึ่งเป็นการประหยัดเชื้อเพลิงได้เป็นอย่างดี

รถแข่งที่ใช้วัสดุเสริมแรงประเภทใยแก้วและเรซิน        รถแข่งที่ใช้วัสดุเสริมแรง

2. เครื่องบิน (Aircraft)ในด้านการบินนั้น เส้นใยอะรามิคและเส้นใยคาร์บอนได้ถูกนำมาใช้เนื่องจากมีความแกร่งและน้ำหนักเบา องค์การนาซ่า
ได้ทำการวิจัยและออกแบบเฮลิคอปเตอร์ และเครื่องบินขับไล่ โดยใช้เส้นใยเพื่อประโยชน์ในด้านการลดน้ำหนัก ข้อดีของเส้นใยประเภทนี้ก็คือลดการตรวจจับของเรดาร์ได้อีกด้วย และเนื่องจาคุณสมบัติในด้านความทนทานต่อการสึกกร่อน และการเสียดสี ใบพัดของเครื่องยนต์เจ็ต ก็ผลิตขึ้นโดย
ใช้เส้นใยอะรามิคในการอัดขึ้นรูป อีกทั้งการทนต่อแรงกระแทก,มีน้ำหนักเบา และคุณสมบัติในการไม่ติดไฟของเส้นใยอะรามิค ทำให้เป็นที่ยอมรับ
ในวงการบินและได้รับอนุมัตจากสถาบัน  FAA
3. เรือ (Marine) เส้นใยอะรามิคมีประโยชน์ในด้านการสร้างเรือต่าง ๆ เช่นเรือ Canoes, เรือเร็ว และเรือบด เป็นต้น เนื่องจากความแข็งแรงและน้ำหนักเบา
4. ผ้าเบรถรถยนต์ (Brake) หลายประเทศในยุโรป,อเมริกา และญี่ปุ่นได้ประกาศห้ามใช้ผ้าเบรคที่ทำจากเส้นใยแอสเบสตอสเนื่องจาก มีผลต่อ
สุขภาพอนามัยของมนุษย์ เกี่ยวกับโรคมะเร็งและระบบทางเดินหายใจ จึงมีผู้สนใจทำการวิจัยเพื่อหาเส้นใยชนิดอื่น และพบว่าเส้นใยอะรามิค
เป็นที่ยอมรับกันมากที่สุด
5. เส้นใยแก้ว (E-glass fiber) ใช้ในการเก็บเสียงจากท่อไอเสีย  เป็นฉนวนความร้อน ป้องกันฝุ่นละอองที่หลุดจากท่อไอเสีย เส้นใยแก้วประเภทนี้
มีคุณสมบัติในการทนความรัอนสูงถึง 800 C และยังมีลักษณะยาว  เมื่อนำมาทำให้ฟู ก็จะมีคุณสมบัติในการเก็บเสียงได้ดีอีกด้วย

 


Future Fiber Limited Partnership
5257/153 TVC Condo,Prachasongkho Rd. Dindang Bangkok Thailand 10400
Tel./Fax.02-692-3499,02-692-1221 Mobile 081-831-8700
E
-mail futurefiber@yahoo.com Webmaster preawpanadd@hotmail.com